
1. ไปที่ Inventory > Product > เลือก Product
2. กดที่ More > Reordering Rules > New


3. กรอกรายละเอียดของ Reordering Rule:
คุณจะต้องกรอกข้อมูลในฟิลด์ต่างๆ ดังนี้:
- Location (สถานที่จัดเก็บ): เลือกสถานที่จัดเก็บ (คลังสินค้า/ตำแหน่ง) ที่กฎนี้จะถูกนำไปใช้ (จำเป็นต้องระบุ). โดยปกติแล้วจะเป็น
WH/Stockหรือตำแหน่งย่อยอื่นๆ ที่คุณกำหนด. - Minimum Quantity (ปริมาณขั้นต่ำ): ปริมาณสต็อกขั้นต่ำที่ต้องมี หากสต็อกลดลงต่ำกว่าจำนวนนี้ ระบบจะสร้างคำสั่งซื้อ/ผลิต.
- Maximum Quantity (ปริมาณสูงสุด): ปริมาณสต็อกสูงสุดที่ต้องการให้มีหลังจากมีการเติมสต็อก ระบบจะสั่งซื้อ/ผลิตเพื่อให้สต็อกถึงจำนวนนี้.
- Unit of Measure (หน่วยวัด): หน่วยวัดสำหรับปริมาณขั้นต่ำและสูงสุด (เช่น ชิ้น, กล่อง, กิโลกรัม).
- Multiple Quantity (ปริมาณการสั่งซื้อทวีคูณ): หากระบุจำนวนนี้ ระบบจะสั่งซื้อ/ผลิตเป็นจำนวนทวีคูณของค่านี้เท่านั้น (เช่น ถ้ากำหนดเป็น 10 ระบบจะสั่ง 10, 20, 30 ชิ้น). มีประโยชน์เมื่อคุณต้องสั่งซื้อเป็นแพ็คหรือกล่อง.
- Lead Times (ระยะเวลารอคอย):
- Vendor Lead Time (ระยะเวลารอคอยจากผู้ขาย): จำนวนวันโดยเฉลี่ยที่ผู้ขายใช้ในการจัดส่งสินค้าหลังจากที่คุณสั่งซื้อ (กำหนดในหน้าผู้ขายของสินค้า).
- Security Lead Time (ระยะเวลารอคอยเพื่อความปลอดภัย): จำนวนวันเพิ่มเติมที่คุณต้องการเผื่อไว้เพื่อความปลอดภัยในการจัดส่ง (กำหนดใน Inventory -> Configuration -> Settings).
- Customer Lead Time (ระยะเวลารอคอยของลูกค้า): ระยะเวลาที่คุณแจ้งลูกค้าว่าจะจัดส่งสินค้า (กำหนดใน Inventory -> Configuration -> Settings).
- Preferred Route (เส้นทางที่ต้องการ): นี่คือส่วนสำคัญที่บอก Odoo ว่าจะเติมสต็อกอย่างไร:
- Buy (ซื้อ): หากเลือกตัวเลือกนี้ ระบบจะสร้างคำขอใบเสนอราคา (Request for Quotation – RFQ) เพื่อสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขาย.
- Vendor (ผู้ขาย): หากเลือก “Buy” คุณจะต้องระบุผู้ขายหลักสำหรับสินค้านี้.
- Manufacture (ผลิต): หากเลือกตัวเลือกนี้ ระบบจะสร้างคำสั่งผลิต (Manufacturing Order – MO) เพื่อผลิตสินค้า.
- Replenish on Order (เติมสต็อกเมื่อมีคำสั่งซื้อ): ตัวเลือกนี้มักใช้สำหรับสินค้าที่ไม่มีการเก็บสต็อกล่วงหน้า แต่จะสั่งซื้อหรือผลิตเมื่อมีคำสั่งซื้อจากลูกค้าเท่านั้น (Make-to-Order).
- Buy (ซื้อ): หากเลือกตัวเลือกนี้ ระบบจะสร้างคำขอใบเสนอราคา (Request for Quotation – RFQ) เพื่อสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขาย.
- Company (บริษัท): หากคุณมีหลายบริษัทใน Odoo คุณสามารถระบุบริษัทที่กฎนี้จะถูกนำไปใช้.


5. บันทึกกฎ (Save the Rule): เมื่อกรอกข้อมูลทั้งหมดแล้ว ให้คลิกปุ่ม Save (บันทึก).
6. การทำงานของ Reordering Rules
- การเรียกใช้ Scheduler: Odoo มีตัวกำหนดเวลา (Scheduler) ที่จะทำงานเป็นระยะๆ (โดยปกติคือทุกๆ 4 ชั่วโมง หรือตามที่คุณตั้งค่าไว้) เพื่อตรวจสอบ Reordering Rules ทั้งหมด.
- การสร้างเอกสาร: เมื่อ Scheduler ทำงานและพบว่าสต็อกของสินค้าใดๆ ต่ำกว่าปริมาณขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ระบบจะสร้างเอกสารที่เกี่ยวข้องโดยอัตโนมัติ:
- หากเลือก Buy: จะสร้าง Request for Quotation (RFQ) ในแอป Purchase.
- หากเลือก Manufacture: จะสร้าง Manufacturing Order (MO) ในแอป Manufacturing.
- การตรวจสอบและยืนยัน: คุณจะต้องเข้าไปตรวจสอบและยืนยัน RFQ หรือ MO ที่ถูกสร้างขึ้นโดยอัตโนมัติ เพื่อให้กระบวนการจัดซื้อหรือผลิตดำเนินต่อไป.
ตัวอย่างการใช้งาน:
สมมติว่าคุณขาย “เสื้อยืดสีฟ้า” และต้องการรักษาสต็อกให้อยู่ระหว่าง 10 ถึง 50 ตัวในคลังสินค้าหลัก (WH/Stock) และคุณสั่งซื้อจากผู้ขาย “Supplier A”
- Product: เสื้อยืดสีฟ้า
- Location: WH/Stock
- Minimum Quantity: 10
- Maximum Quantity: 50
- Multiple Quantity: 10 (คุณสั่งซื้อเป็นแพ็คละ 10 ตัว)
- Preferred Route: Buy
- Vendor: Supplier A
เมื่อสต็อก “เสื้อยืดสีฟ้า” ใน WH/Stock ลดลงเหลือ 9 ตัว (ต่ำกว่า 10) Scheduler จะทำงานและสร้าง RFQ เพื่อสั่งซื้อเสื้อยืดจาก “Supplier A” จำนวน 40 ตัว (เพื่อให้สต็อกเพิ่มจาก 9 เป็น 49 ซึ่งใกล้เคียงกับ 50 และเป็นทวีคูณของ 10).
ติดปัญหาหรือต้องการวางระบบ Odoo ให้เข้ากับธุรกิจของคุณ?
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากเราได้เลย
Line: @imotif
Email: contact@imotif.io
Tel: 0817202966
#Odoo#ERP#OdooERP#IMOTIF#InvoicePolicy#BillControl#ระบบบัญชี#จัดการธุรกิจ#วางบิล#ใบแจ้งหนี้