odoo erp fresh food inventory weight loss

ซื้ออาหารสดมา 100 กิโล แต่ขายได้ไม่ครบ จัดการต้นทุนและสต็อกอย่างไร?

ซื้ออาหารสดมา 100 กิโลกรัม แต่ขายได้จริงเพียง 95 กิโลกรัม น้ำหนักที่หายไปควรบันทึกเป็นต้นทุนหรือของเสีย? เรียนรู้แนวทางจัดการสต็อกอาหารสดด้วย Odoo ERP ตั้งแต่รับสินค้า จัดเก็บ จนถึงขายจริง

Odoo ERP ธุรกิจอาหารสด เป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยจัดการปัญหาสต็อกและต้นทุนสำหรับธุรกิจที่ซื้อสินค้าเป็นถุงหรือเป็นกิโลกรัม แต่เมื่อนำมาเทรวมกันเพื่อชั่งขาย กลับพบว่าน้ำหนักสินค้าลดลงจากการสูญเสียน้ำ การจัดเก็บ หรือการเตรียมสินค้าก่อนจำหน่าย

ตัวอย่างเช่น ซื้ออาหารทะเลเข้ามา 100 กิโลกรัม แต่เมื่อถึงเวลาขายกลับเหลือเพียง 95 กิโลกรัม น้ำหนักที่หายไป 5 กิโลกรัมควรบันทึกอย่างไร และต้นทุนส่วนนี้ควรถูกนำไปคำนวณอย่างไรเพื่อไม่ให้ธุรกิจประเมินกำไรผิดพลาด?

สุดท้ายอาจเหลือสินค้าที่ชั่งขายได้จริงเพียง 95 กิโลกรัม

คำถามสำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจคือ

  • น้ำหนักที่หายไป 5 กิโลกรัม ต้องบันทึกอย่างไร?
  • ต้นทุนของสินค้าที่สูญเสียควรนำไปรวมกับสินค้าที่เหลือหรือไม่?
  • จะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าหายไปตามธรรมชาติ หรือเกิดจากความผิดพลาดในการจัดการ?
  • ระบบ ERP สามารถช่วยติดตามและคำนวณต้นทุนเหล่านี้ได้อย่างไร?

บทความนี้จะอธิบายแนวทางจัดการปัญหาดังกล่าวด้วย Odoo ERP ตั้งแต่การรับสินค้าเข้าคลัง การเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บ การบันทึกน้ำหนักสูญเสีย ไปจนถึงการคำนวณต้นทุนขายที่สะท้อนการดำเนินธุรกิจจริง

ทำไมธุรกิจอาหารสดจึงมีปัญหาสต็อกไม่ตรงกับน้ำหนักจริง?

ธุรกิจอาหารสดมีลักษณะแตกต่างจากธุรกิจจำหน่ายสินค้าทั่วไป เพราะปริมาณสินค้าอาจเปลี่ยนแปลงได้ระหว่างการจัดเก็บและการจำหน่าย

ตัวอย่างที่พบได้ในกระบวนการธุรกิจ ได้แก่

1. น้ำหนักลดจากการสูญเสียน้ำ

อาหารสดบางประเภทมีน้ำเป็นส่วนประกอบ เมื่อจัดเก็บหรือเปลี่ยนภาชนะ น้ำอาจไหลออก ทำให้น้ำหนักที่ชั่งได้ลดลง แม้ไม่ได้มีการนำสินค้าออกไปขาย

2. การเปลี่ยนรูปแบบบรรจุภัณฑ์

ธุรกิจอาจซื้อสินค้ามาเป็นถุง ถุงละ 1 กิโลกรัม แต่เมื่อรับเข้าคลังแล้วนำมาเทรวมกันเพื่อให้พนักงานตักและชั่งขายตามน้ำหนักที่ลูกค้าต้องการ

กระบวนการนี้ทำให้การนับจำนวนถุงไม่สามารถใช้ตรวจสอบปริมาณสินค้าที่เหลือได้อีกต่อไป

3. การสูญเสียระหว่างเตรียมสินค้า

เช่น การตัดแต่งเนื้อสัตว์ การคัดแยกส่วนที่ไม่ได้คุณภาพ หรือการนำส่วนที่ไม่สามารถจำหน่ายได้ออก

4. ความคลาดเคลื่อนจากการชั่งน้ำหนัก

เครื่องชั่งที่ไม่ได้สอบเทียบ การชั่งรวมภาชนะ หรือขั้นตอนการทำงานที่ไม่สม่ำเสมอ อาจทำให้ข้อมูลสต็อกคลาดเคลื่อน

หากธุรกิจไม่มีระบบบันทึกการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เจ้าของกิจการอาจเห็นเพียงว่าสินค้าในคลังลดลง แต่ไม่ทราบสาเหตุและมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง

ตัวอย่าง: ซื้ออาหารสด 100 กิโลกรัม แต่ขายได้เพียง 95 กิโลกรัม

สมมติว่าธุรกิจซื้ออาหารสดเข้ามาจำนวน 100 กิโลกรัม ในราคากิโลกรัมละ 200 บาท

รายการจำนวน
น้ำหนักสินค้าที่ซื้อ100 กิโลกรัม
ราคาซื้อต่อกิโลกรัม200 บาท
ต้นทุนซื้อรวม20,000 บาท
น้ำหนักที่สูญเสีย5 กิโลกรัม
น้ำหนักที่สามารถขายได้95 กิโลกรัม
อัตราการสูญเสีย5%

ตัวอย่างนี้ยังไม่รวมค่าขนส่ง ภาษี และต้นทุนอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง

หากพิจารณาเฉพาะราคาซื้อ ต้นทุนเริ่มต้นเท่ากับ 200 บาทต่อกิโลกรัม

แต่เมื่อสินค้าเหลือเพียง 95 กิโลกรัม ธุรกิจจำเป็นต้องตัดสินใจว่าจะจัดการต้นทุนของน้ำหนักที่หายไปอย่างไร

โดยทั่วไปสามารถพิจารณาได้ 2 แนวทาง ขึ้นอยู่กับนโยบายบัญชีและลักษณะการดำเนินธุรกิจ

แนวทางที่ 1: บันทึกน้ำหนักที่หายไปเป็นต้นทุนสูญเสีย

หากธุรกิจต้องการแยกมูลค่าสินค้าที่สูญเสียออกจากสินค้าคงเหลือ สามารถคำนวณได้ดังนี้

น้ำหนักสูญเสีย 5 กิโลกรัม × ต้นทุน 200 บาท = 1,000 บาท

หลังบันทึกการสูญเสีย จะได้ข้อมูลดังนี้

รายการมูลค่า
ต้นทุนซื้อสินค้า20,000 บาท
มูลค่าสินค้าที่สูญเสีย1,000 บาท
มูลค่าสินค้าคงเหลือ19,000 บาท
ปริมาณสินค้าคงเหลือ95 กิโลกรัม
ต้นทุนต่อกิโลกรัมของสินค้าคงเหลือ200 บาท

แนวทางนี้ช่วยให้ธุรกิจเห็นต้นทุนสูญเสียแยกต่างหาก และสามารถวิเคราะห์ได้ว่าการสูญเสียเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใดในแต่ละช่วงเวลา

เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการติดตามของเสียและควบคุมความผิดปกติในการจัดเก็บสินค้า

แนวทางที่ 2: กระจายต้นทุนไปยังสินค้าที่สามารถขายได้

สำหรับกระบวนการที่มีการสูญเสียน้ำหนักตามปกติ ธุรกิจอาจต้องการคำนวณต้นทุนของผลผลิตที่ขายได้จริง

ตัวอย่างเช่น

ต้นทุนซื้อสินค้า 20,000 บาท ÷ น้ำหนักที่ขายได้ 95 กิโลกรัม

เท่ากับ 210.53 บาทต่อกิโลกรัม

หมายความว่า แม้ธุรกิจจะซื้อสินค้าในราคา 200 บาทต่อกิโลกรัม แต่เมื่อคำนึงถึงน้ำหนักที่สูญเสีย ต้นทุนวัตถุดิบต่อกิโลกรัมที่ขายได้จริงจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 210.53 บาท

ข้อมูลนี้มีประโยชน์อย่างมากต่อการกำหนดราคาขายและการคำนวณกำไร

อย่างไรก็ตาม การนำต้นทุนสูญเสียไปรวมกับสินค้าที่เหลือในมูลค่าทางบัญชี ต้องพิจารณาลักษณะการสูญเสีย นโยบายบัญชี และมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่การปรับมูลค่าสต็อกเพิ่มโดยอัตโนมัติทุกกรณี

สิ่งสำคัญคือ ธุรกิจควรแยกให้ออกระหว่างต้นทุนตามบัญชี กับต้นทุนต่อหน่วยที่ขายได้จริงสำหรับใช้บริหารราคาและกำไร

Odoo ERP ช่วยจัดการสต็อกอาหารสดที่ซื้อและขายตามน้ำหนักได้อย่างไร?

Odoo ERP มีระบบ Inventory ที่สามารถใช้เป็นพื้นฐานในการบริหารสินค้าตามหน่วยน้ำหนัก และเชื่อมโยงข้อมูลกับการจัดซื้อ การขาย และบัญชีได้

สำหรับธุรกิจอาหารสด IMOTIF แนะนำให้พิจารณากระบวนการทำงานตั้งแต่การรับสินค้าไปจนถึงการจำหน่ายจริง โดยแบ่งเป็นขั้นตอนดังนี้

1. รับสินค้าเข้าคลังตามน้ำหนักจริง

เมื่อธุรกิจซื้อสินค้าเข้ามา เช่น อาหารสดจำนวน 100 ถุง ถุงละ 1 กิโลกรัม สามารถกำหนดหน่วยนับสำหรับการจัดซื้อและหน่วยหลักสำหรับบริหารสต็อกให้เหมาะสมได้

ตัวอย่างเช่น

  • หน่วยซื้อ: ถุง
  • หน่วยจัดเก็บสต็อก: กิโลกรัม
  • หน่วยขาย: กิโลกรัม

หากสินค้าหนึ่งถุงมีน้ำหนักมาตรฐาน 1 กิโลกรัม สามารถกำหนดการแปลงหน่วยเพื่อช่วยให้ระบบบันทึกปริมาณได้

แต่หากน้ำหนักจริงของแต่ละถุงไม่เท่ากัน ควรออกแบบขั้นตอนรับสินค้าให้บันทึกน้ำหนักจากเครื่องชั่งจริง แทนการใช้จำนวนถุงคูณน้ำหนักมาตรฐานเพียงอย่างเดียว

วิธีนี้ช่วยลดความคลาดเคลื่อนตั้งแต่ต้นทาง

2. บันทึกการนำสินค้าออกจากถุงและเทรวมกัน

ในธุรกิจอาหารสด การนำสินค้าหลายถุงมาเทรวมกันไม่ได้หมายความว่ามีการขายหรือใช้สินค้าไปแล้ว

แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บหรือการเตรียมสินค้าเพื่อจำหน่าย

ตัวอย่างเช่น

รับสินค้าเข้ามา 100 ถุง น้ำหนักรวม 100 กิโลกรัม

จากนั้นนำมาเทรวมกันในภาชนะขนาดใหญ่ เพื่อให้พนักงานตักขายตามน้ำหนัก

หากไม่มีการสูญเสีย ปริมาณสต็อกควรยังคงเท่ากับ 100 กิโลกรัม

ใน Odoo สามารถออกแบบกระบวนการให้รองรับการย้ายสินค้าไปยังตำแหน่งจัดเก็บหรือพื้นที่เตรียมขายได้

หากกระบวนการดังกล่าวทำให้เกิดสินค้าใหม่หรือมีการเปลี่ยนสภาพวัตถุดิบ อาจต้องพิจารณาใช้ Manufacturing ร่วมด้วย

3. บันทึกน้ำหนักที่สูญเสียระหว่างจัดเก็บ

สมมติว่าเมื่อเวลาผ่านไป น้ำหนักสินค้าลดลงจาก 100 กิโลกรัม เหลือ 95 กิโลกรัม

ธุรกิจควรบันทึกข้อมูลอย่างน้อย 3 ส่วน ได้แก่

  • น้ำหนักก่อนการสูญเสีย
  • น้ำหนักหลังการสูญเสีย
  • สาเหตุของการสูญเสีย

Odoo Inventory สามารถใช้บันทึกการปรับยอดสินค้าคงคลัง (Inventory Adjustment) หรือการนำสินค้าออกเป็นของเสีย (Scrap) ตามลักษณะเหตุการณ์ได้

ตัวอย่างเช่น

รายการน้ำหนัก
สินค้าก่อนตรวจนับ100 กก.
สินค้าที่ชั่งได้จริง95 กก.
น้ำหนักส่วนต่าง-5 กก.
สาเหตุน้ำหนักลดจากการสูญเสียน้ำ

เมื่อบันทึกการปรับปรุงสต็อก ปริมาณสินค้าคงเหลือในระบบจะสะท้อนปริมาณจริง

ส่วนการบันทึกมูลค่าต้นทุนและบัญชีที่เกี่ยวข้องจะขึ้นอยู่กับวิธีประเมินมูลค่าสินค้าและการตั้งค่าระบบ

สำหรับธุรกิจที่ต้องการวิเคราะห์การสูญเสียตามสาเหตุอย่างละเอียด อาจจำเป็นต้องเพิ่มการจัดเก็บข้อมูลหรือรายงานเฉพาะทาง

4. คำนวณต้นทุนที่แท้จริงก่อนกำหนดราคาขาย

ปัญหาหนึ่งที่เจ้าของธุรกิจอาหารสดมักต้องพิจารณาคือ ราคาซื้อไม่ได้สะท้อนต้นทุนต่อหน่วยที่สามารถขายได้เสมอไป

จากตัวอย่างเดิม

ซื้อสินค้า 100 กิโลกรัม ต้นทุนรวม 20,000 บาท

แต่ขายได้จริง 95 กิโลกรัม

ต้นทุนวัตถุดิบเฉลี่ยต่อกิโลกรัมที่ขายได้จึงเท่ากับ 210.53 บาท

หากธุรกิจขายสินค้าในราคา 250 บาทต่อกิโลกรัม

กำไรขั้นต้นก่อนค่าใช้จ่ายอื่น เมื่อขายครบ 95 กิโลกรัม จะเท่ากับ

รายได้ 23,750 บาท − ต้นทุนซื้อ 20,000 บาท

กำไรขั้นต้น = 3,750 บาท

คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นประมาณ 15.79%

หากธุรกิจมองเพียงราคาซื้อ 200 บาท และราคาขาย 250 บาท อาจเข้าใจว่ามีอัตรากำไรขั้นต้น 20%

แต่เมื่อคำนึงถึงน้ำหนักที่ขายไม่ได้ อัตรากำไรที่เกิดขึ้นจริงจะต่ำกว่า

นี่คือเหตุผลที่ธุรกิจอาหารสดควรติดตามทั้งต้นทุนสินค้า น้ำหนักสูญเสีย และปริมาณที่จำหน่ายได้จริงควบคู่กัน

5. วิเคราะห์อัตราการสูญเสียเพื่อควบคุมกำไร

เมื่อธุรกิจสามารถบันทึกน้ำหนักที่สูญเสียได้อย่างเป็นระบบ จะสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ประสิทธิภาพการดำเนินงานได้

ตัวอย่างรายงานที่ควรมี ได้แก่

ตัวชี้วัดประโยชน์ต่อธุรกิจ
Weight Loss %ตรวจสอบอัตราน้ำหนักสูญเสีย
Inventory Varianceเปรียบเทียบสต็อกในระบบกับน้ำหนักจริง
Loss Costวิเคราะห์มูลค่าสินค้าที่สูญเสีย
Sellable Yield %วัดสัดส่วนสินค้าที่สามารถขายได้
Cost per Sellable KGวิเคราะห์ต้นทุนต่อกิโลกรัมที่ขายได้จริง

ตัวอย่างเช่น หากสินค้าแต่ละประเภทมีอัตราการสูญเสียแตกต่างกัน ธุรกิจอาจใช้ข้อมูลดังกล่าวประกอบการตัดสินใจเรื่องการจัดซื้อ การจัดเก็บ และการตั้งราคาขาย

นอกจากนี้ หากสามารถติดตามข้อมูลตามล็อตสินค้าได้ ยังช่วยให้ตรวจสอบความแตกต่างระหว่างผู้ขายหรือรอบการรับสินค้าได้ละเอียดขึ้น

ควรใช้ Odoo Inventory หรือ Manufacturing?

คำตอบขึ้นอยู่กับลักษณะการดำเนินงานจริง

กรณีที่ 1: ซื้อสินค้าเข้ามาแล้วนำไปขายตามน้ำหนัก

หากธุรกิจเพียงนำสินค้าออกจากบรรจุภัณฑ์ เทรวมกัน และตักขาย โดยไม่มีการเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่

สามารถเริ่มต้นจาก Odoo Inventory ร่วมกับ Purchase, Sales และ Accounting ได้

โดยออกแบบขั้นตอนการรับสินค้า การชั่งน้ำหนัก การปรับยอด และการตรวจสอบต้นทุนให้เหมาะสม

กรณีที่ 2: ซื้อวัตถุดิบมาแล้วผ่านกระบวนการแปรรูป

เช่น ซื้อเนื้อสัตว์มา 100 กิโลกรัม แล้วนำไปตัดแต่ง แยกชิ้นส่วน หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายประเภท

กรณีนี้อาจเหมาะกับ Odoo Manufacturing (MRP) มากกว่า

เพราะต้องติดตามทั้งปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ ผลผลิตที่ได้ ของเสีย และต้นทุนจากกระบวนการผลิต

การเลือกใช้ระบบที่เหมาะสมตั้งแต่ต้นช่วยลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการพัฒนาระบบที่ไม่จำเป็น

ธุรกิจอาหารสดควรเริ่มต้นวางระบบ ERP อย่างไร?

ก่อนเลือกระบบ ERP เจ้าของธุรกิจควรทำความเข้าใจกระบวนการทำงานของตนเองให้ชัดเจน

โดยเฉพาะคำถามต่อไปนี้

  1. ซื้อสินค้าเป็นถุง กล่อง ลัง หรือกิโลกรัม?
  2. มีการชั่งน้ำหนักจริงตอนรับสินค้าเข้าคลังหรือไม่?
  3. สินค้าถูกเปลี่ยนภาชนะ เทรวม หรือตัดแต่งก่อนขายหรือไม่?
  4. น้ำหนักสูญเสียเกิดขึ้นในขั้นตอนใด?
  5. ต้องการบันทึกการสูญเสียเป็นค่าใช้จ่าย หรือวิเคราะห์รวมในต้นทุนสินค้าที่ขายได้?
  6. ต้องการติดตามต้นทุนและน้ำหนักสูญเสียแยกตามสินค้า ล็อต หรือผู้ขายหรือไม่?

คำตอบเหล่านี้จะช่วยกำหนดว่า ธุรกิจสามารถใช้ฟังก์ชันมาตรฐานของ Odoo ได้มากน้อยเพียงใด และส่วนใดจำเป็นต้องปรับแต่งเพิ่มเติม

IMOTIF ช่วยออกแบบ Odoo ERP สำหรับธุรกิจอาหารสดได้อย่างไร?

การนำ ERP มาใช้กับธุรกิจอาหารสด ไม่ใช่เพียงการติดตั้งระบบสต็อกหรือบันทึกจำนวนสินค้าให้ถูกต้องเท่านั้น

แต่ต้องเข้าใจว่าธุรกิจซื้อสินค้าอย่างไร จัดเก็บอย่างไร ขายอย่างไร และต้นทุนเปลี่ยนแปลงในแต่ละขั้นตอนอย่างไร

IMOTIF ให้บริการวิเคราะห์กระบวนการธุรกิจและวางระบบ Odoo ERP โดยครอบคลุมงานด้าน Inventory, Purchase, Sales, Manufacturing และ Accounting

สำหรับธุรกิจอาหารสด ทีมงานสามารถช่วยประเมินแนวทางออกแบบระบบ เช่น

  • การจัดการหน่วยซื้อและหน่วยขายที่แตกต่างกัน
  • การรับสินค้าและตรวจสอบน้ำหนักจริง
  • การบันทึกน้ำหนักสูญเสียและปรับปรุงสต็อก
  • การติดตามต้นทุนสินค้าและต้นทุนต่อหน่วยที่ขายได้
  • การออกแบบรายงานเพื่อวิเคราะห์ของเสียและประสิทธิภาพการจัดการสินค้า
  • การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างคลังสินค้า การขาย และบัญชี

โดยพิจารณาว่าส่วนใดสามารถใช้ความสามารถมาตรฐานของ Odoo และส่วนใดต้องออกแบบหรือพัฒนาเพิ่มเติม เพื่อให้เหมาะกับการทำงานและงบประมาณของธุรกิจ

สรุป: น้ำหนักสินค้าที่หายไป ไม่ควรเป็นต้นทุนที่ธุรกิจมองไม่เห็น

สำหรับธุรกิจอาหารสด ความแตกต่างระหว่างน้ำหนักที่ซื้อกับน้ำหนักที่ขายได้ อาจส่งผลโดยตรงต่อกำไร

การมีระบบที่ช่วยบันทึกน้ำหนักจริง ติดตามการสูญเสีย และวิเคราะห์ต้นทุนอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจตัดสินใจได้จากข้อมูลที่ชัดเจนขึ้น

หากธุรกิจของคุณกำลังประสบปัญหาสต็อกอาหารสดไม่ตรง น้ำหนักสินค้าลดลง หรือไม่สามารถคำนวณต้นทุนขายที่แท้จริงได้ IMOTIF พร้อมช่วยวิเคราะห์กระบวนการและประเมินแนวทางนำ Odoo ERP มาใช้ให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ

ปรึกษาทีม IMOTIF เพื่อประเมินแนวทางจัดการสต็อกและต้นทุนอาหารสดด้วย Odoo ERP

Share the Post:

Related Posts

FEFO Inventory in Odoo Warehouse

FEFO คืออะไร? ลดสินค้าอาหารหมดอายุในคลัง ด้วย Odoo Inventory

ระบบ FEFO ช่วยธุรกิจอาหารลดปัญหาสินค้าหมดอายุในคลัง ด้วย Odoo Inventory ที่รองรับการติดตามเลขล็อต จัดสรรสินค้าที่ใกล้หมดอายุก่อน และแจ้งเตือนล่วงหน้า เพื่อวางแผนระบายสต็อก ลดของเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการคลังสินค้า

Read More
AI Business Transformation การเชื่อมต่อ AI, Odoo ERP และ Automation เพื่อปรับปรุง Business Flow ขององค์กร

ทีมงานใช้ AI เป็นแล้ว ทำไมองค์กรยังต้องทำ AI Business Transformation?

ทีมงานใช้ AI เป็นแล้ว แต่ทำไมธุรกิจยังต้องทำ AI Business Transformation? เพราะการใช้ AI ให้ทำงานเร็วขึ้นอาจไม่เพียงพอ เรียนรู้วิธีออกแบบ Business Flow ใหม่ด้วย ERP, AI Workflow และ Automation เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล คน และกระบวนการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพและสร้างคุณค่าทางธุรกิจอย่างแท้จริง

Read More