FEFO คืออะไร? ลดสินค้าอาหารหมดอายุในคลัง ด้วย Odoo Inventory
สินค้าเข้าคลังก่อน ไม่ได้หมายความว่าจะหมดอายุก่อนเสมอไป
สำหรับธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม วัตถุดิบแช่เย็น อาหารแช่แข็ง และสินค้าอุปโภคบริโภค การจัดการสต็อกไม่ได้มีแค่การรู้ว่าเหลือสินค้ากี่ชิ้น แต่ต้องรู้ด้วยว่า สินค้าแต่ละล็อตหมดอายุเมื่อไร และควรนำล็อตไหนออกไปใช้ก่อน
หากคลังสินค้ายังใช้ Excel หรืออาศัยพนักงานตรวจสอบวันหมดอายุด้วยตนเอง อาจเกิดปัญหาสินค้าค้างสต็อก สินค้าหมดอายุก่อนขาย และต้นทุนจากการทำลายสินค้าที่ไม่จำเป็น
ระบบ FEFO (First Expired, First Out) จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจจัดการสินค้าอายุสั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย Odoo Inventory รองรับทั้งการติดตามล็อตสินค้า การกำหนดวันหมดอายุ และการเลือกล็อตสำหรับเบิกจ่ายตาม FEFO
FEFO คืออะไร และต่างจาก FIFO อย่างไร?
FEFO ย่อมาจาก First Expired, First Out หมายถึงการนำสินค้าที่มีวันหมดอายุใกล้ที่สุดออกจากคลังก่อน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าที่รับเข้าคลังก่อน
ในขณะที่ FIFO (First In, First Out) เน้นการนำสินค้าที่รับเข้าก่อนออกก่อน
ตัวอย่าง: คลังสินค้ามีนม UHT อยู่ 3 ล็อต
| ล็อตสินค้า | วันที่รับเข้า | วันหมดอายุ |
|---|---|---|
| LOT-A | 1 ต.ค. | 30 ธ.ค. |
| LOT-B | 5 ต.ค. | 15 พ.ย. |
| LOT-C | 10 ต.ค. | 30 พ.ย. |
หากใช้ FIFO ระบบจะเลือก LOT-A ก่อน เพราะรับเข้าคลังเป็นล็อตแรก
แต่หากใช้ FEFO ระบบจะเลือก LOT-B ก่อน เพราะหมดอายุเร็วที่สุด ตามด้วย LOT-C และ LOT-A
การเลือกล็อตแบบนี้ช่วยลดโอกาสที่สินค้าจะหมดอายุระหว่างรอจำหน่าย และช่วยให้ธุรกิจหมุนเวียนสินค้าได้เหมาะสมกับอายุการเก็บรักษา
3 ฟีเจอร์สำคัญของ Odoo Inventory สำหรับธุรกิจอาหาร
1. Lot Tracking — ติดตามเลขล็อตและวันหมดอายุตั้งแต่รับสินค้า

ทุกครั้งที่มีการรับสินค้าเข้าคลัง ธุรกิจควรบันทึกข้อมูลสำคัญ เช่น
- เลขล็อตสินค้า (Lot / Batch Number)
- วันที่ผลิต (Manufacturing Date)
- วันหมดอายุ (Expiration Date)
- จำนวนสินค้าที่รับเข้า
- ผู้จำหน่ายและเอกสารอ้างอิง
Odoo Inventory รองรับการติดตามสินค้าตามเลขล็อต และสามารถกำหนดวันหมดอายุของแต่ละล็อตได้ โดยระบบสามารถกำหนดให้ต้องระบุเลขล็อตก่อนยืนยันการรับสินค้าสำหรับสินค้าที่เปิดใช้ Lot Tracking
สำหรับธุรกิจที่ต้องการ บังคับกรอกวันที่ผลิตและวันหมดอายุทุกครั้ง สามารถออกแบบ Validation เพิ่มเติมให้เหมาะสมกับกระบวนการรับสินค้าจริง เพื่อป้องกันข้อมูลไม่ครบถ้วน
ข้อมูลเหล่านี้ยังช่วยให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า สินค้าล็อตใดถูกจัดส่งให้ลูกค้ารายใด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการควบคุมคุณภาพและการเรียกคืนสินค้า (Product Recall)
2. Automatic FEFO — เลือกล็อตใกล้หมดอายุก่อนโดยอัตโนมัติ

Odoo Inventory รองรับกลยุทธ์การเบิกสินค้าแบบ FEFO โดยสามารถกำหนดได้ตามหมวดหมู่สินค้าหรือตำแหน่งจัดเก็บ
เมื่อมีการสร้างคำสั่งจัดส่งสินค้าและระบบทำการจองสต็อก Odoo จะพิจารณาเลือกล็อตตามวันที่ควรนำออกจากคลัง (Removal Date) ซึ่งสัมพันธ์กับวันหมดอายุ
ตัวอย่างเช่น ลูกค้าสั่งซื้อสินค้า 100 กล่อง แต่ในคลังมีสินค้าอยู่สองล็อต
- LOT-A หมดอายุในอีก 20 วัน มี 60 กล่อง
- LOT-B หมดอายุในอีก 90 วัน มี 100 กล่อง
ระบบสามารถจัดสรรสินค้าจาก LOT-A จำนวน 60 กล่อง และ LOT-B อีก 40 กล่อง เพื่อให้ครบตามคำสั่งซื้อ
ช่วยลดการเลือกล็อตผิด ลดงานตรวจสอบด้วยมือ และลดความเสี่ยงจากสินค้าค้างคลัง
หมายเหตุ: FEFO ใน Odoo ใช้ Removal Date เป็นเกณฑ์จัดลำดับ และต้องกำหนดค่าการติดตามล็อตและวันหมดอายุอย่างถูกต้อง ส่วนการเบิกเพื่อใช้ในการผลิตหรือขั้นตอนเฉพาะของธุรกิจควรทดสอบ Workflow เพิ่มเติม
3. Expiration Alert — ตรวจสอบสินค้าใกล้หมดอายุก่อนเกิดความเสียหาย
การรู้ว่าสินค้าหมดอายุแล้วอาจสายเกินไปสำหรับธุรกิจอาหาร
Odoo Inventory มีฟังก์ชัน Alert Date ที่ช่วยกำหนดช่วงเวลาแจ้งเตือนก่อนวันหมดอายุ เช่น 30 หรือ 60 วัน ตามประเภทสินค้า
ตัวอย่างแนวทางบริหารจัดการ:
| ระยะเวลาก่อนหมดอายุ | แนวทางดำเนินการ |
|---|---|
| 60 วัน | ตรวจสอบปริมาณสต็อกและยอดขาย |
| 30 วัน | พิจารณาจัดโปรโมชั่นหรือเร่งระบายสินค้า |
| 15 วัน | แจ้งทีมขายและผู้จัดการคลัง |
| หมดอายุแล้ว | แยกสินค้ารอตรวจสอบหรือดำเนินการตามนโยบายคุณภาพ |
Odoo สามารถแสดงรายการล็อตที่เข้าเงื่อนไข Expiration Alert เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการได้
หากธุรกิจต้องการให้ระบบ ส่งอีเมลหรือ LINE แจ้งเตือนอัตโนมัติก่อนหมดอายุ 30 หรือ 60 วัน สามารถพัฒนาเพิ่มเติมด้วย Scheduled Automation และการเชื่อมต่อระบบแจ้งเตือน เพื่อส่งข้อมูลไปยังผู้รับผิดชอบได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด
ตัวอย่างการใช้งาน FEFO ในธุรกิจอาหาร

ลองนึกภาพธุรกิจจัดจำหน่ายอาหารแช่แข็งที่มีสินค้าหลายร้อยล็อตในคลัง
ขั้นตอนที่ 1 — รับสินค้าเข้าคลัง
พนักงานรับสินค้า ตรวจสอบจำนวน สแกนบาร์โค้ด และบันทึกเลขล็อตพร้อมวันหมดอายุ
ขั้นตอนที่ 2 — จัดเก็บสินค้า
สินค้าถูกจัดเก็บในตำแหน่งที่กำหนด พร้อมข้อมูลล็อตที่ตรวจสอบย้อนหลังได้
ขั้นตอนที่ 3 — รับคำสั่งซื้อ
ฝ่ายขายสร้าง Sales Order ใน Odoo และยืนยันคำสั่งซื้อ
ขั้นตอนที่ 4 — เบิกสินค้าตาม FEFO
ระบบจัดสรรล็อตตาม Removal Date โดยให้ความสำคัญกับสินค้าที่ควรนำออกก่อน
ขั้นตอนที่ 5 — ติดตามสินค้าที่ใกล้หมดอายุ
ทีมคลังและฝ่ายขายตรวจสอบรายการ Expiration Alert เพื่อนำข้อมูลไปวางแผนระบายสินค้า
กระบวนการนี้ช่วยเชื่อมการทำงานระหว่างฝ่ายขาย คลังสินค้า และฝ่ายจัดซื้อ ลดการทำงานซ้ำซ้อนและเพิ่มความแม่นยำของข้อมูลสต็อก
ชมตัวอย่างการจัดการสินค้าที่มีวันหมดอายุด้วย Odoo Inventory (วิดีโอภาษาอังกฤษจาก Odoo)
ประโยชน์ของ FEFO ต่อธุรกิจ
การนำ FEFO มาใช้ร่วมกับระบบ ERP สามารถช่วยธุรกิจได้หลายด้าน
- ลดต้นทุนจากสินค้าหมดอายุ: เพิ่มโอกาสจำหน่ายสินค้าก่อนเสื่อมคุณภาพ
- ลดความผิดพลาดในการเบิกสินค้า: ใช้ระบบช่วยเลือกล็อตแทนการตัดสินใจด้วยมือ
- เพิ่มความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ: รู้ว่าสินค้าแต่ละล็อตมาจากไหนและส่งไปที่ใด
- วางแผนโปรโมชั่นได้ดีขึ้น: ใช้ข้อมูลวันหมดอายุและสต็อกคงเหลือประกอบการตัดสินใจ
- เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของคลัง: เชื่อมโยงข้อมูลการรับสินค้า จัดเก็บ และจัดส่งไว้ในระบบเดียว
ธุรกิจประเภทใดควรใช้ FEFO?
FEFO เหมาะกับธุรกิจที่สินค้าแต่ละล็อตมีอายุการใช้งานหรือวันหมดอายุแตกต่างกัน เช่น โรงงานผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจอาหารแช่แข็ง ผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบอาหาร ธุรกิจค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค และธุรกิจที่ต้องควบคุมอายุสินค้าอย่างเคร่งครัด
เริ่มต้นระบบ FEFO ด้วย Odoo และ IMOTIF
IMOTIF ให้บริการวิเคราะห์กระบวนการคลังสินค้าและติดตั้ง Odoo ERP สำหรับธุรกิจไทย ตั้งแต่การจัดการสินค้า การรับเข้า การติดตามล็อต การจัดสรรสินค้าแบบ FEFO ไปจนถึงการออกแบบรายงานและระบบแจ้งเตือนตามความต้องการ
เราช่วยประเมินได้ว่าฟีเจอร์ใดสามารถใช้งานผ่าน Odoo Standard และส่วนใดควรพัฒนาเพิ่มเติม เพื่อให้ระบบตอบโจทย์การทำงานจริงโดยไม่เพิ่มความซับซ้อนเกินความจำเป็น
ต้องการลดสินค้าหมดอายุและจัดการคลังสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น?
ปรึกษาทีม IMOTIF เพื่อวิเคราะห์ Workflow และขอ Demo ระบบ Odoo Inventory สำหรับธุรกิจของคุณ